กัญญารัตน์VIEW PROFILE →
เมื่อ AI สร้างตัวตนปลอม: คลื่นลูกใหม่ของการฉ้อโกงอัตลักษณ์ที่ทำคนไทยสูญเกือบ 9 พันล้านบาทในครึ่งปี
ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือของฝ่ายดีอีกต่อไป เมื่อมิจฉาชีพนำ AI มาสร้างตัวตนปลอมเปิดบัญชีธนาคารและกระเป๋าเงินดิจิทัล ครึ่งปีแรกของ 2026 คนไทยแจ้งความกว่า 170,000 คดี สูญเงินเกือบ 9 พันล้านบาท เจาะลึกภัยเงียบและแนวทางรับมือ
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เทคโนโลยีเดียวกันนี้กลับกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่ในมือของเหล่ามิจฉาชีพเช่นกัน คลื่นการฉ้อโกงอัตลักษณ์รูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอกำลังแพร่ระบาด และนี่คือด้านมืดของเทคโนโลยีที่สังคมไทยกำลังเผชิญอย่างหนัก
ตัวเลขความเสียหายที่น่าตกใจ
ภาพความรุนแรงของปัญหาสะท้อนออกมาชัดเจนผ่านตัวเลขที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง เพียงแค่ช่วงหกเดือนแรกของปี 2026 คนไทยต้องสูญเสียเงินให้กับเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ไปแล้วเป็นมูลค่าเกือบ 9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วทั้งประเทศ
หากมองในแง่ของจำนวนคดีก็ยิ่งสะท้อนความน่ากลัวของสถานการณ์ เพราะในช่วงเวลาเพียงครึ่งปีเดียวกันนี้ มีการแจ้งความคดีฉ้อโกงออนไลน์รวมกันมากกว่า 170,000 คดี ตัวเลขมหาศาลนี้บ่งชี้ว่าภัยดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังคืบคลานเข้าใกล้ชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน

เมื่อมิจฉาชีพสร้างคนขึ้นมาจากอากาศ
สิ่งที่ทำให้ภัยคุกคามระลอกใหม่นี้แตกต่างและอันตรายกว่าเดิม คือวิธีการที่ซับซ้อนแนบเนียนขึ้นอย่างมาก มิจฉาชีพยุคใหม่ได้นำข้อมูลส่วนตัวที่ขโมยมา มาผสมผสานเข้ากับตัวตนปลอมที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อประกอบร่างเป็นอัตลักษณ์ใหม่ที่ดูสมจริงราวกับเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง
อัตลักษณ์สังเคราะห์ที่ถูกปั้นแต่งขึ้นเหล่านี้มีความสามารถที่น่าสะพรึงกลัว เพราะมันสามารถผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีธนาคาร สมัครกระเป๋าเงินดิจิทัล ตลอดจนลงทะเบียนใช้บริการดิจิทัลต่างๆ ได้อย่างแนบเนียน ทำให้ยากต่อการตรวจจับและกลายเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลอกลวงต่อไป
ภาคธนาคารสั่นสะเทือน
ผลกระทบของคลื่นการฉ้อโกงนี้ได้ลุกลามไปสั่นคลอนความมั่นคงของภาคการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการสำรวจความคิดเห็นของบรรดาผู้บริหารระดับสูงในวงการธนาคารของไทย พบว่ามากถึงร้อยละ 88 ยอมรับตรงกันว่าความสูญเสียจากการฉ้อโกงภายในองค์กรของตนนั้นเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินกำลังตกอยู่ในภาวะตั้งรับที่ยากลำบาก เพราะเครื่องมือและกลโกงของอาชญากรพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งระบบป้องกันแบบเดิมที่เคยใช้ได้ผลกลับไม่เพียงพอที่จะรับมือกับเทคโนโลยีของฝ่ายมิจฉาชีพที่ก้าวล้ำขึ้นทุกวัน
การต่อสู้กลับด้วยเทคโนโลยีและความร่วมมือ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความน่ากังวลนี้ก็มีความพยายามในการต่อสู้กลับจากหลายภาคส่วนเช่นกัน ทางภาครัฐได้เริ่มนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจจับและปราบปรามการฉ้อโกง ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้าสู้กับเทคโนโลยีในสมรภูมิที่นับวันจะยิ่งดุเดือดมากขึ้น
ในส่วนของภาคเอกชนและแพลตฟอร์มออนไลน์ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน อย่างเช่นแคมเปญสร้างความตระหนักรู้เรื่องภัยหลอกลวงออนไลน์ในชื่อ ThaiSafe Aware ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่สาม โดยผนึกกำลังกับพันธมิตรจากภาครัฐและภาคประชาสังคมรวมกันถึง 13 องค์กร เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้ประชาชน
บทเรียนสำหรับผู้ใช้งานทุกคน
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจครั้งสำคัญว่า ในยุคที่เสียง ใบหน้า และแม้กระทั่งตัวตนสามารถถูกปลอมแปลงขึ้นได้ด้วยเอไอ ความระมัดระวังและการรู้เท่าทันของผู้ใช้งานแต่ละคนจึงกลายเป็นด่านป้องกันที่มีความสำคัญอย่างที่สุด ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าระบบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเลย
ท้ายที่สุดแล้ว การรับมือกับภัยฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์นี้ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธนาคาร แพลตฟอร์มเทคโนโลยี และตัวประชาชนเอง เพื่อร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยก้าวผ่านความท้าทายครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย






