กัญญารัตน์VIEW PROFILE →
เมื่อเสียงและใบหน้าของคนใกล้ตัวอาจไม่จริง: ภัยดีปเฟกจาก AI ที่ไทยต้องรับมือในปี 2026
กระทรวงดิจิทัลฯ เตือน 4 รูปแบบมิจฉาชีพที่จะรุนแรงขึ้นในปี 2026 โดยหนึ่งในนั้นคือการใช้ AI โคลนเสียงและสร้างวิดีโอปลอมของคนใกล้ตัว ขณะที่ไทยเร่งร่วมมือกับต่างประเทศและแพลตฟอร์มใหญ่เพื่อสกัดขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในหลากหลายด้าน เทคโนโลยีเดียวกันนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ถูกนำไปใช้ในทางมิชอบด้วยเช่นกัน ประเทศไทยในปี 2026 กำลังเผชิญกับคลื่นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่อาศัยพลังของ AI มาหลอกลวงประชาชนอย่างแนบเนียนและยากจะรับมือมากกว่าที่เคยเป็นมา
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความสามารถของเทคโนโลยีในการปลอมแปลงเสียงและใบหน้าของบุคคลที่เราไว้วางใจ จนแทบแยกไม่ออกจากของจริง เมื่อเสียงของลูกหลานหรือใบหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้น ความเชื่อใจซึ่งเคยเป็นพื้นฐานของสังคมก็ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงและกลายเป็นช่องโหว่ให้ถูกโจมตี
ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นอาวุธของมิจฉาชีพ

ตลอดปีที่ผ่านมา มิจฉาชีพไม่ได้หยุดอยู่แค่การโทรศัพท์หลอกให้โอนเงินแบบเดิมอีกต่อไป แต่ได้ก้าวข้ามไปสู่การใช้ AI โคลนเสียงเพื่อเลียนแบบน้ำเสียงของคนใกล้ตัวและหลอกลวงเหยื่อได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น ทำให้แม้แต่ผู้ที่ระมัดระวังตัวก็ยังมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว
ความก้าวหน้าของมิจฉาชีพไปไกลถึงขั้นที่น่าตกใจ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมกลุ่มมิจฉาชีพชาวจีนที่ใช้ AI เพื่อหลอกระบบ AI ด้วยกันเอง โดยสามารถเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารที่ใช้การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติหรือไบโอเมตริกซ์ได้สำเร็จ สะท้อนถึงการยกระดับของภัยคุกคาม
เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีความปลอดภัยที่เราเคยเชื่อมั่นว่าแน่นหนา อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการต่อกรกับอาชญากรที่มีเครื่องมือทันสมัย การพัฒนาระบบป้องกันจึงต้องวิ่งตามให้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกของอาชญากรรมไซเบอร์
สี่รูปแบบภัยที่ต้องจับตาในปีนี้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ออกมาเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับรูปแบบการหลอกลวงสำคัญสี่ประการที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2026 โดยรูปแบบแรกคือการส่งข้อความปลอมทาง SMS หรือ LINE ที่แอบอ้างเป็นหน่วยงานสาธารณูปโภคพร้อมแนบลิงก์เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงิน
รูปแบบที่สองคือการใช้ AI สร้างดีปเฟกและโคลนเสียงเพื่อขอให้โอนเงินฉุกเฉินหรือสร้างวิดีโอปลอมของเจ้าหน้าที่ ส่วนรูปแบบที่สามคือการหลอกลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีและหุ้นดิจิทัลปลอมที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง และรูปแบบสุดท้ายคือการสร้างโปรไฟล์โซเชียลมีเดียปลอมเพื่อหลอกลวงในเชิงความสัมพันธ์หรือการซื้อขายสินค้า
ตัวเลขความเสียหายสะท้อนความรุนแรงของปัญหาได้เป็นอย่างดี โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือช่วงอายุ 20 ถึง 49 ปี ซึ่งมีจำนวนถึง 223,300 ราย ขณะที่แพลตฟอร์มที่ถูกใช้เป็นช่องทางหลอกลวงมากที่สุดคือเฟซบุ๊ก ซึ่งมีคดีมากถึง 126,672 คดี และสร้างความเสียหายรวมสูงถึง 2.81 พันล้านบาท
ความร่วมมือและการป้องกันตัว
ในการรับมือกับขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ประเทศไทยได้เดินหน้าร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และพันธมิตรอื่น ๆ รวมถึงภาคเอกชนอย่างเมตา บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก โดยความร่วมมือนี้นำไปสู่การลบเพจและบัญชีปลอมหรือเสี่ยงสูงกว่า 59,000 รายการ และการบล็อกโฆษณาหลอกลวงกว่า 4,000 รายการต่อวัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยอมรับว่าแม้ศูนย์หลอกลวงตามแนวชายแดนเมียนมาและกัมพูชาบางแห่งจะถูกทลายลงในช่วงที่ผ่านมา แต่มิจฉาชีพก็จะพัฒนาวิธีการให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นในปี 2026 เพื่อเจาะจงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทำให้การป้องกันในระดับบุคคลยังคงมีความสำคัญไม่แพ้การปราบปราม
สำหรับประชาชนทั่วไป แนวทางป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็นหลักการง่าย ๆ ที่เรียกว่าสี่อย่าคือ อย่ากดลิงก์ อย่าเชื่อ อย่ารีบ และอย่าโอน การตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ คือเกราะป้องกันที่ทรงพลังที่สุดในยุคที่แม้แต่เสียงและใบหน้าของคนที่เรารักก็อาจถูกปลอมแปลงขึ้นมาได้






