กัญญารัตน์VIEW PROFILE →
ยุคสงครามราคารถไฟฟ้ากำลังจบลง: อธิบายง่ายๆ ว่าตลาด EV ไทยปี 2026 เปลี่ยนไปอย่างไร
รถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างรวดเร็วและถูกครองตลาดโดยแบรนด์จีน แต่ในปี 2026 การลดเงินอุดหนุนและภาษีใหม่กำลังทำให้ยุคสงครามราคาสิ้นสุดลง ฉันเล่าเรื่องเทคโนโลยีนี้ให้เข้าใจง่ายในแบบไทย ทั้งตัวเลข ราคา และสิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้.
ฉันชอบเล่าเรื่องเทคโนโลยีใหม่ให้เข้าใจง่ายในแบบไทย และหนึ่งในเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างเห็นได้ชัดที่สุดในเวลานี้ก็คือรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจากที่เคยเป็นเพียงของแปลกใหม่ ตอนนี้ได้กลายเป็นทางเลือกหลักที่คนจำนวนมากกำลังพิจารณาอย่างจริงจัง.
ตัวเลขสะท้อนการเติบโตนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะในปี 2025 ประเทศไทยมีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าล้วนถึง 120,301 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 80.3 และในปี 2026 คาดว่ายอดจะทะลุ 120,000 คันอีกครั้ง โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ผันผวนซึ่งผลักให้ผู้คนหันมาหาทางเลือกที่ประหยัดกว่า.
เมื่อแบรนด์จีนครองตลาด
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการที่แบรนด์จากจีนเข้ามาครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85 ของยอดขายทั้งหมด และเฉพาะ BYD เพียงแบรนด์เดียวก็ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนไว้ได้มากถึงร้อยละ 38.5 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่นมาก.
การครองตลาดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เพราะบรรดาค่ายจีนต่างลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างจริงจัง โดย BYD ได้เปิดโรงงานที่มีกำลังการผลิตถึง 150,000 คันต่อปี ยอมลดกำไรระยะสั้นเพื่อแลกกับการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุดในระยะยาว.
ประเทศไทยจึงกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของค่ายรถจีนหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น BYD, MG, Great Wall Motor, Neta, GAC Aion และ Changan ที่รุกหนักด้วยแบรนด์ใหม่และโรงงานขนาดใหญ่ในระยอง ทำให้การแข่งขันด้านราคาในช่วงที่ผ่านมาดุเดือดจนผู้บริโภคได้ประโยชน์เต็มๆ.
ทำไมสงครามราคาถึงจบลง

อย่างไรก็ตาม ยุคทองของสงครามราคากำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2026 เพราะภาครัฐได้ปรับลดเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าลงมาเหลือ 50,000 บาท และที่สำคัญคือเงินอุดหนุนนี้จะสงวนไว้เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ไม่รวมถึงรถที่นำเข้าจากต่างประเทศอีกต่อไป.
ผลที่ตามมาคือรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนเดิม และยังต้องเผชิญกับภาษีสรรพสามิตที่ปรับสูงขึ้น ทำให้ราคาขายของหลายรุ่นขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น BYD Sealion 7 ที่ราคาเพิ่มขึ้นถึง 190,000 บาท และ BYD M6 ที่เพิ่มขึ้น 160,000 บาท.
การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้ผลิตหันมาเน้นการทำกำไรมากกว่าการทุ่มลดราคาแข่งกัน ซึ่งแม้จะทำให้รถแพงขึ้นในระยะสั้น แต่ก็อาจช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว หลังจากที่แข่งขันกันอย่างหนักมานาน.
สิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้
สำหรับคนที่กำลังคิดจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวดีก็คือยังมีตัวเลือกให้เลือกหลากหลายในทุกช่วงราคา โดยราคาเริ่มต้นที่ราว 549,000 บาทสำหรับรถแฮทช์แบ็กขนาดเล็ก ไปจนถึงรถหรูราคาหลายล้านบาท แต่กลุ่มที่มีตัวเลือกมากที่สุดจะอยู่ในช่วง 549,000 ถึง 800,000 บาท.
แต่ก็มีสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน เพราะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูง ความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ยังมีอยู่อย่างจำกัดในหลายพื้นที่นอกเมืองใหญ่.
ในมุมมองของฉัน การสิ้นสุดของสงครามราคาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะมันหมายความว่าตลาดกำลังเติบโตอย่างเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ดังนั้นหากคุณกำลังจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ควรศึกษาเรื่องราคา เงินอุดหนุน และจุดชาร์จใกล้บ้านให้ดีก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้ทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด.






