กัญญารัตน์VIEW PROFILE →
AI พลิกโฉมประเทศไทยปี 2569: จากเอกซเรย์อัจฉริยะใน 610 โรงพยาบาล สู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ
ปี 2569 ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ระบบ AI วิเคราะห์เอกซเรย์ทรวงอกของศิริราชที่ขยายสู่ 610 โรงพยาบาล ไปจนถึงการนำ AI มาใช้จริงในองค์กรขนาดใหญ่
ในปี 2569 ปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทยได้ก้าวข้ามสถานะของเทคโนโลยีที่น่าจับตา ไปสู่การเป็นโครงสร้างหลักที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในทุกภาคส่วน ตั้งแต่โรงพยาบาลของรัฐไปจนถึงองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแผนกไอทีอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
เอกซเรย์อัจฉริยะสู่ 610 โรงพยาบาล
หนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดมาจากวงการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้พัฒนาระบบ AI สำหรับวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอก และขยายผลจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาลเครือข่ายสาธารณสุขที่ครอบคลุมมากถึง 610 แห่งทั่วประเทศ นับเป็นการนำงานวิจัยมาใช้ในวงกว้างอย่างแท้จริง
การขยายผลครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนในเชิงสิทธิประโยชน์จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ซึ่งให้ความเห็นชอบ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ สามารถเข้าถึงบริการที่มีเทคโนโลยีนี้ช่วยเสริม โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมืองเสมอไป
ประโยชน์ของระบบนี้มีอยู่หลายมิติ นอกจากจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการวินิจฉัยโรคแล้ว ยังช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด และลดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ป่วย ถือเป็นการใช้ AI เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
องค์กรไทยเริ่มใช้ AI จริงจัง

ไม่เพียงแต่ภาคการแพทย์เท่านั้น ภาคธุรกิจก็เร่งนำ AI มาใช้เช่นกัน ข้อมูลชี้ว่าองค์กรขนาดใหญ่ในไทยได้นำ AI มาใช้งานจริงแล้วในสัดส่วนราวร้อยละ 17.1 ซึ่งเป็นอันดับที่สองของภูมิภาคอาเซียน สะท้อนถึงความตื่นตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของบรรดาผู้ประกอบการชาวไทย
ทัศนคติของผู้คนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตนี้ ผลสำรวจพบว่ากลุ่มผู้บริโภคและพนักงานชาวไทยมากกว่าร้อยละ 80 มีทัศนคติเชิงบวกต่อปัญญาประดิษฐ์ ความเปิดรับในระดับสูงเช่นนี้ ทำให้การนำ AI เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันและในที่ทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างจากบริษัทชั้นนำ
หลายบริษัทใหญ่ได้แสดงให้เห็นการใช้งานที่เป็นรูปธรรม True Corporation นำระบบที่ชื่อ Mari มาใช้จัดการสายคอลเซ็นเตอร์ได้มากถึงร้อยละ 90 ขณะที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Lazada ระบุว่าผู้ใช้ร้อยละ 92 มีการโต้ตอบกับผู้ช่วย Lazzie และร้อยละ 88 ไว้วางใจให้ช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้า
ในภาคการเงิน กลุ่ม SCBX ได้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ชื่อ Typhoon ซึ่งถูกวางให้มีความสามารถเทียบเท่ากับ GPT-4 โดยเน้นการประมวลผลภาษาไทยโดยเฉพาะ การมีโมเดลที่เข้าใจบริบทและภาษาท้องถิ่นได้ดี ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานชาวไทยได้อย่างแท้จริง
ข้อมูลไร้ระเบียบยังเป็นอุปสรรค
แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่เส้นทางสู่การใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบก็ยังมีอุปสรรคอยู่ ผลสำรวจพบว่าราวร้อยละ 65 ของบริษัทไทยกำลังเผชิญปัญหาข้อมูลที่ไร้ระเบียบ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ AI ที่ดีจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่สะอาดและมีการจัดการอย่างเป็นระบบเป็นวัตถุดิบตั้งต้นเสมอ
ปัญหาเรื่องข้อมูลนี้สะท้อนว่า การลงทุนใน AI ไม่ได้จบเพียงแค่การซื้อเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่ยังต้องลงทุนในการจัดระเบียบข้อมูลและวางรากฐานภายในองค์กรควบคู่กันไปด้วย มิฉะนั้นศักยภาพของ AI ก็อาจไม่ถูกนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ตามที่หลายฝ่ายคาดหวังเอาไว้
ยุทธศาสตร์สี่มิติและภาพใหญ่ระดับโลก
เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธัญญพัฒน์ นิรุตติศาสน์ Chief of Staff จาก RISE ได้นำเสนอยุทธศาสตร์สี่มิติในการนำ AI มาใช้ ประกอบด้วยระบบกำกับดูแล ทักษะของบุคลากร กระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องพัฒนาไปพร้อมกันอย่างสมดุลจึงจะเห็นผล
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสระดับโลกที่มหาศาล โดยคาดการณ์ว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ทั่วโลกในปี 2569 อาจสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าขนาดเศรษฐกิจของไทยถึงราว 1.7 เท่า ในภาพใหญ่เช่นนี้ การที่ไทยเริ่มนำ AI ไปใช้จริงตั้งแต่โรงพยาบาลจนถึงภาคธุรกิจ จึงเป็นก้าวที่มีความหมายอย่างยิ่ง





