กัญญารัตน์VIEW PROFILE →
ไทยผงาดสู่ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ AI ของอาเซียน แต่คำเตือนเรื่องน้ำและไฟฟ้าเริ่มดังขึ้น
เงินลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์หลั่งไหลเข้าไทยระดับหลายแสนล้านบาท ดันการลงทุนจริงครึ่งปีแรกของปี 2569 แตะ 535,800 ล้านบาท ทว่าผู้นำภาคอุตสาหกรรมเตือนว่าทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในอนาคต
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคอาเซียน โดยมีเม็ดเงินจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้นำภาคอุตสาหกรรมก็เริ่มออกมาเตือนว่าทรัพยากรพื้นฐานอย่างน้ำและไฟฟ้าอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น
ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ สะท้อนภาพความร้อนแรงนี้อย่างชัดเจน การลงทุนจริงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวมกว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เฉพาะไตรมาสที่สองมีการลงทุนจริงสูงถึง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31
หัวหอกของการเติบโตครั้งนี้คืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งในไตรมาสที่สองมีมูลค่าราว 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของยอดทั้งหมด และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากปีก่อน ครอบคลุมทั้งการผลิตอุปกรณ์ส่งสัญญาณ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งทะยาน
หากมองเฉพาะคำขอลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ความเปลี่ยนแปลงยิ่งชัดเจน จากมูลค่าเพียง 98,500 ล้านบาทในปี 2567 ตัวเลขได้พุ่งขึ้นเป็น 728,000 ล้านบาทจากโครงการ 36 แห่งในปี 2568 และในปี 2569 เฉพาะแผนการลงทุนของ TikTok เพียงรายเดียวก็สูงถึง 842,000 ล้านบาท สะท้อนขนาดของกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามา
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่างเข้ามาปักหลักในไทย โดย AWS ประกาศลงทุนราว 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 190,000 ล้านบาทในระยะเวลา 15 ปี พร้อมเปิดศูนย์ภูมิภาคในไทยตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ส่วน Google ผูกพันการลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Microsoft ประกาศตั้งศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในไทยเช่นกัน
นอกจากรายใหญ่จากตะวันตกแล้ว ทุนจากเอเชียก็เข้ามาเสริมทัพ Beijing Haoyang Cloud เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูลขนาด 300 เมกะวัตต์ มูลค่า 72,700 ล้านบาท ด้าน GSA Data Centre มีโครงการมูลค่า 13,500 ล้านบาท และผู้ให้บริการจากสิงคโปร์อย่าง Empyrion Digital ก็เข้ามาลงทุนในตลาดไทยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
คำเตือนเรื่องทรัพยากรที่มีจำกัด

ท่ามกลางกระแสเงินทุนมหาศาล นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงด้านทรัพยากร จากผลสำรวจผู้บริหาร พบว่าร้อยละ 68.8 ระบุว่าน้ำเป็นความกังวลอันดับต้น ตามด้วยไฟฟ้าและความพร้อมด้านกฎระเบียบที่ร้อยละ 61.3 เท่ากัน
ความกังวลเรื่องน้ำเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาย้ำเป็นพิเศษ นายมนตรีระบุว่า ความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอาจจุดชนวนการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนในอนาคต หากปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่ได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ปัญหานี้มีรากฐานมาจากลักษณะการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์เอง เพราะศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการเดินเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และต้องการน้ำจำนวนมากเพื่อระบายความร้อน ยิ่งโครงการมีขนาดระดับหลายร้อยเมกะวัตต์ ความต้องการทั้งไฟฟ้าและน้ำก็ยิ่งทวีคูณตามไปด้วย
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
ภาพรวมสะท้อนการเปลี่ยนตำแหน่งของไทยบนเวทีเศรษฐกิจ จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงฐานการผลิต แหล่งท่องเที่ยว หรือศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ปัจจุบันไทยกำลังถูกจับตาในฐานะจุดหมายของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ที่แข่งขันกันดุเดือดทั่วอาเซียน
ในด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ บีโอไอคาดว่าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจะสร้างงานให้คนไทยกว่า 630,000 ตำแหน่ง โดยราวร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วน AWS ประเมินว่าการลงทุนของตนจะก่อให้เกิดการจ้างงานเทียบเท่าเต็มเวลากว่า 11,000 ตำแหน่งในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
โจทย์สำคัญนับจากนี้จึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้า น้ำ และกฎระเบียบที่ผู้บริหารกว่าร้อยละ 61 ยังกังวล หากไทยบริหารจัดการทรัพยากรได้ดี กระแสการลงทุน AI ก็อาจกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนในระยะยาว





